w ทำงานในญี่ปุ่น

ทำงานที่ญี่ปุ่นต้องเจอเพื่อนร่วมงานแบบไหนกันบ้างนะ?

ทำงานที่ญี่ปุ่นต้องเจอเพื่อนร่วมงานแบบไหนกันบ้างนะ?

By , วันพุธ, 01 เมษายน 2563

​ ช่วงนี้การระบาดของไวรัสทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดนผลกระทบทางเศรษฐกิจกันไปทั่วโลก

ที่ญี่ปุ่นเองก็โดนกันไปไม่ใช่น้อย บวกกับการเลื่อนจัดโอลิมปิกออกไป เรียกได้ว่าปีนี้หนักสำหรับญี่ปุ่นจริงๆ

ทีนี้นโยบายหลายๆบริษัทก็เริ่มให้พนักงาน Work from home (WFH) เพื่อลดการแพร่ระบาด

และเป็นการไม่เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วย เจ๊เองก็ WFH จ้าาา….

พอไม่ได้เจอเพื่อนที่ทำงาน ก็เหงาปากเหมือนกันนะ อ่ะอ่ะอ่ะๆๆ เจ๊เลยจะมาแชร์ประสบการณ์

ที่ทำงานกับคนญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่น ทั้งงานพาร์ทไทม์และงานประจำที่ผ่านมา ว่าต้องเจอคนประเภทไหนบ้าง

บอกก่อนว่าอันนี้ประสบการณ์เจ๊เอง ถ้าใครเจอแต่เพื่อนร่วมงานดีๆมาตลอดก็ถือว่าโชดดีมากจริงๆ


  • ทำตามหน้าที่ (หน้าที่ใครหน้าที่มัน)

ในแต่ละวันเขาจะกำหนดมาเลยว่าใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง บางทีกำหนดเป็นนาที 

เป็นชั่วโมงมาเลย ถ้างานเราเสร็จก่อน จะไปเอางานคนอื่นมาทำไม่ได้นะ 

เพราะงานถูกกำหนดคนทำไว้แล้ว ก็ต้องไปบอกหัวหน้าว่างานเสร็จก่อนกำหนด 

จะให้ทำอะไรต่อ คนในที่ทำงานก็อารมณ์คล้ายหุ่นยนต์อ่ะ จะไม่ค่อยพูดเล่นกัน 

ทักทายตามมารยาท ทำงานเสร็จแล้วกลับบ้านใครบ้านมัน ไม่ไปดื่ม ไม่ไปกินข้าวด้วยกัน 

แรกๆเจ๊ก็ชอบเว้ย เพราะบางทีเลิกงานเราก็อยากกลับบ้านไปพักผ่อน ชิวล์ๆไรงี้ 

แต่พอทำนานไป รู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มเป็นคนไร้อารมณ์ ตื่นไปทำงาน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร 

พูดแต่เรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับงาน ทุกคนก็จะเป็นคล้ายๆกัน ข้อดีคือไม่มีเรื่องให้คิดมาก

หรือหนักใจจากคนที่ทำงาน ต่างคนต่างมาทำงานแล้วก็กลับบ้าน สิ้นเดือนรับเงิน จบปิ๊งงง...


  • รุ่นพี่ที่รัก

พูดง่ายๆคือคนเก่านั่นแหละ เด็กใหม่เข้ามาต้องเคารพและทำตามคำสั่งอย่างเดียว ห้ามหือ

รุ่นพี่พวกนี้เขาจะมีกลุ่มของเขา เมาส์มอยส์โน่นนั่นนี่ บางทีนินทาชาวบ้าน บางทีก็นินทากันเอง 

พูดคุยกันสนุกสนาน เสียงสอง เสียงสาม พอรุ่นน้องเข้าไปถามเรื่องงาน จะเปลี่ยนน้ำเสียง 

เปลี่ยนท่าทางวางอำนาจทันที ไม่ชอบใครจะทำเหมือนคนนั้นเป็นอากาศ ทำให้เหมือนไม่มีตัวตนในสังคม 

นี่เคยเข้าไปถามเรื่องงาน พูดกับเจ๊ยังกับเจ๊เป็นเจ้าของภาษา ไม่อธิบายเพิ่มและไม่พูดซ้ำด้วยจ้าาา…

ฟังไม่ทันไม่รู้เรื่อง เรื่องของเธอ!! นี่อยากจะพ่นไฟออกไปมาก "ทำงานครั้งแรกนี่ ทำเป็นทุกอย่าง 

รู้ทุกอย่างตั้งแต่แรกเลยเหร๊อ?? ไม่ต้องมีคนสอน คนอธิบายเหร๊อออ??" ทั้งหมดก็ได้แต่คิดอ่ะนะ ฮ่าๆๆๆ 

พอชินกับงาน ทำงานคล่อง เขาก็ไม่มายุ่งกับเจ๊ล่ะ ต่างคนต่างทำงานไป หลังๆนางและกลุ่มของนางเริ่มพูดดีด้วย 

ถามหรือปรึกษาอะไรให้คำแนะนำดี แต่ยังคงเว้นระยะห่างกันเอาไว้ดีกว่า 



  • ร่วมด้วย (ไม่) ช่วยกัน

อันนี้ช่วงสมัยที่เจ๊ทำงานพาร์ทไทม์ที่หนึ่ง แล้วเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน หมอแนะนำไม่ให้ใช้มือข้างที่เจ็บ

ยกของหรืออะไรที่หนักๆประมาณ 2 เดือน ยังทำงานได้อยู่แค่เลี่ยงยกของหนัก วันหนึ่งในช่วงพักเบรกของเจ๊ 

มีเพื่อนร่วมงานผู้ชายคนหนึ่งมาบอกให้เจ๊ไปยกของ (ปกติเวลาพักคือพักจริงๆไม่เรียกทำงาน เสียมารยาทด้วย) 

ซึ่งมันเป็นงานของเขาที่เขาต้องยกไปเอง แต่เขาไม่อยากทำ เจ๊อธิบายไปแล้วว่ามือเจ็บยกของหนักไม่ได้ 

เขาตอบมาว่า "ไม่หนักหรอก ฝากด้วยนะ" แล้วเดินออกไปเลย ไม่หนักหรอกแค่ 50 กิโลเอ๊งงงงง!!! 

ใช้มือไม่ได้ ก็ใช้ศอกใช้แขนแทนล่ะวะ พอเอาไปให้บอกมาช้า เลยฟาดด้วยสายตาให้รู้เลยว่าไม่พอใจ 

เจอบ่อยมากโดยเฉพาะเด็กมหา'ลัย (ผู้ชาย) งานหนักๆมักจะโยนไปให้ผู้หญิง ใครที่เข้ามาทำงานทีหลัง

แล้วดูอ่อนๆโดนเลยจ้าาา…ส่วนตัวเองทำงานเบาๆไป บางทีเห็นน้องผู้หญิงตัวเล็กๆต้องแบกโต๊ะ 

แบกเก้าอี้ตัวใหญ่ๆหนักๆเก็บเข้าร้าน ส่วนตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆยืนดูเฉยๆ ได้แต่ เฮ้ออออ......


  • ใช้ปากทำงาน

ประเภทนี้ใช้ปากเก่งในการประจบเอาใจเจ้านาย เวลาที่เจ้านายอยู่นี่ขยันมาก ทำโน่น ทำนี่ไม่หยุด

เพื่อนร่วมงานให้ทำอะไรทำได้หมด พอเจ้านายไม่อยู่เท่านั้นแหละ แกเอ้ยยยย....เดินไปเดินมา

งานหลักที่จำเป็นต้องทำ...ก็ไม่ทำ แต่ไปทำงานที่ยังไม่จำเป็นต้องรีบทำ แล้วเลือกงานทำด้วยนะ

งานยาก งานหนักไม่เอา มองด้วยหางตาแล้วเดินหนี ว่างเกินก็ไปเบ่งอำนาจคุมรุ่นน้อง งานต้องทำแบบนี้ๆๆ 

ทั้งที่ตัวเองทำออกมาใช่จะดี พอเจ้านายกลับมา งานไม่รู้มาจากไหนล้นมือไปหมด ทำให้เจ้านายเห็นว่าทุ่มเทกับงานสุดๆ

แล้วเจ้านายก็เห็นจริงๆนะ ฮ่าๆๆๆ เห็นใจที่ต้องแบกงานหนักๆไว้คนเดียว จนต้องแบ่งงานไปให้คนอื่นทำแทน

เพื่อนร่วมงานได้แต่มองบนแล้วถอนหายใจรัวๆๆๆ ตีบทแตกขนาดนี้อยากมอบรางวัลออสการ์ให้จริงจริ๊งงง



  • น้ำใสใจงาม

ตามชื่อเลย มีความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีปัญหาช่วยกันแก้ ไม่ว่าไม่กล่าวโทษกัน 

ทำงานมันก็ต้องมีพลาดบ้าง พลาดไปแล้วก็ไม่มานั่งตำหนิกัน เพราะคนที่ทำพลาดรู้สึกผิดอยู่แล้วแหละ 

บอกสอนกันดีๆให้กำลังใจ ถึงงานจะหนักแต่เพื่อนร่วมงานน่ารัก สังคมที่ทำงานน่าอยู่ 

งานหนักแค่ไหนก็สู้ตาย เราเป็นคนต่างชาติแล้วเจอเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่นแบบนี้ สังคมการทำงานดีๆแบบนี้

ทุกคนให้เกียรติกัน เห็นอกเห็นใจกัน หายากมากกกก.... ทุกวันนี้เจ๊ก็ยังไม่ลาออกจากที่นี่นะ ยังทำเป็นพาร์ทไทม์

ให้อยู่เพราะสังคมการทำงานดีจริงๆ เจ๊เห็นเพื่อนร่วมงานผู้ชายคนหนึ่ง หน้าตา บุคลิกธรรมดา แต่นิสัย 

มารยาทและความมีน้ำใจของเขาโดดเด่นเป็นออร่ามากกกก ในสายตาเจ๊ผู้ชายแบบนี้คือหล่อมากกก….

นี่สินะที่เขาเรียกว่า "หล่อจากภายใน" 


  • จ้องโยนงาน 

เจ้านายมอบหมายงานที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบไว้ให้แล้ว พอเจ้านายไม่อยู่ปั๊บ พวกรุ่นพี่

มักจะรีบเอางานมันมาให้รุ่นน้องทำทันที งานเราไม่ต้องทำอ่ะ ทำแต่งานมัน หลังๆพอเจ๊เริ่มรู้อะไรเป็นอะไร

พอโดนโยนงานมาให้เจ๊อีก น้อมรับพร้อมบอก "ถ้าเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายแล้ว จะรีบทำให้ด่วนเลยนะคะ"

จากนั้นก็กะเวลาว่างานของเราจะเสร็จกี่โมง เอาให้เสร็จพอดีกับเวลาเลิกงานหรือเลทสัก 5-10 นาทีพอ

พอเจอมุกนี้บ่อยๆเข้า ก็ไม่โยนงานมาให้ล่ะ เพราะถึงเอามาให้ก็ไม่ทำและงานรุ่นพี่ก็จะไม่เสร็จ ฮ่าๆๆๆ

เวลาที่เจ้านายจะไม่อยู่ งานแต่ละอย่างเขากะเวลาไว้แล้วแหละว่าจะเสร็จตอนที่เราเลิกงานพอดี พอเจอรุ่นพี่โยนงานมาให้

เราก็ต้องรีบปั่นทั้งงานเขาและงานเรา สุดท้ายเราเองที่โคตรเหนื่อยและล้า ส่วนรุ่นพี่ชิวล์ๆ เลิกงานไปดื่มต่อได้

ยิ่งอ่อนแอก็มักจะโดนเอาเปรียบ เราต้องเข้มแข็งและตอบโต้กลับด้วยความนุ่มนวล น้ำใจในที่ทำงานเรามีให้อยู่แล้วแหละ

งานไม่เสร็จเราช่วยกันทำได้ แต่ไม่ใช่โยนภาระโยนหน้าที่ของตัวเองที่ควรทำและควรรับผิดชอบมาให้คนอื่นแบบนี้ 



อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่เจ๊ศรีเจอเอง เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง หลายคนในที่ทำงานก็อาจจะ

ไม่ชอบนิสัยเจ๊หรือการทำงานของเจ๊ก็เป็นได้ อ่ะอ่ะอ่ะๆๆ ทำงานกับคนต้องญี่ปุ่นต้องใช้ความอดทนสูง

ทั้งเรื่องภาษา วัฒนธรรม นิสัยของเพื่อนร่วมงานแต่ละคน รวมทั้งอาหารการกินและภัยพิบัติต่างๆ

ใครมีประสบการณ์แบบไหน ดีหรือไม่ดีแบ่งปันประสบการณ์กันได้นะ โดยภาพรวมเจ๊ยังคงชอบทำงานกับคนญี่ปุ่น

ส่วนตัวรู้สึกว่าข้อดีของพวกเขาก็มีนะ คือ เขาแยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ชัดเจนดี รักษาเวลา ทุ่มเทให้กับงาน

มันเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานด้วยกันอาจมีปะทะคารม อารมณ์กันบ้าง หงุดหงิดใส่กันบ้าง 

แต่อยู่ที่ว่าใครแสดงออกมากออกน้อยแค่นั้นเอง จะให้ทุกคนทำให้ถูกใจเราทุกอย่างมันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ป่ะ 

อะไรที่พอมองข้ามไปได้ก็มองข้ามไป อะไรที่อภัยกันได้ก็อภัยให้กันเพื่อรักษาบรรยากาศการทำงาน 

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพื่อผ่านวิกฤตโรคระบาดนี้ไปด้วยกันเนอะ

รักษาระยะห่าง กินร้อน ช้อนใครช้อนมัน เจ๊ศรีขอเป็นกำลังให้ทุกคนเด้อจ้าาาา.....


รัก

เจ๊ศรี  สีทนได้



Photo credit by เจ๊ศรี  สีทนได้

รูปภาพอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหา แต่อยากให้ได้รับบรรยากาศเย็นๆ  ^^