t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

รวมสถานที่ท่องเที่ยวสายธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น

รวมสถานที่ท่องเที่ยวสายธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น

By , วันพุธ, 24 มิถุนายน 2563
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ วันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่คาดว่าจะต้องถูกใจคนรักธรรมชาติอย่างแน่นอน! ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และทะเลล้อมรอบ อีกทั้ง ยังมีฤดูกาลทั้ง4 ที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน เพื่อนๆ คนไหนที่เตรียมวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นหลังช่วงไวรัสCOVID-19 หมดล่ะก็เตรียมจดลงในลิสต์ให้ดีๆ เลยนะคะ

1. ฟาร์มโทมิตะ ฮอกไกโด (Tomita Farm)

​ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ไปวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์เป็นความฝันของสาวๆ หลายคน ก่อนอื่นเลยเราจะพาขึ้นเหนือไปฝั่งฮอกไกโดก่อนค่ะ ฟาร์มโทมิตะตั้งอยู่ในเมืองฟุราโนะ ภูมิภาคฮอกไกโดค่ะ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวญี่ปุ่นเลย ในช่วงฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่นแม้จะมีอากาศร้อนไม่ต่างไปจากบ้านเรา แต่ทางฝั่งฮอกไกโดนั้นถือว่าอากาศกำลังเย็นสบายเลยล่ะค่ะ

หากใครได้มาเยือนฟาร์มโทมิตะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมล่ะก็ เพื่อนๆ จะได้สัมผัสกับทุ่งดอกไม้หลากสีที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่กำลังบานสะพรั่งง และแน่นอนว่าไฮไลท์ของที่นี่คือ "ทุ่งดอกลาเวนเดอร์" นั่นเอง เรารับรองว่าใครที่มาที่นี่จะต้องรัวชัตเตอร์กันไม่ยั้งแน่ๆ และแน่นอนว่าของกินที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือนฟาร์มโทมิตะก็คือเมลอนและซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์ค่ะ!

วิธีการเดินทาง
  • รถไฟ JR Furano Line และ Furano-Biei Norokko trains ลงที่ Lavender Batake Station (เฉพาะเดือนมิถุนายน-ตุลาคม)
  • รถไฟ JR Furano Line ลงที่สถานี Nakafurano
  • รถบัสชมวิว Twinkel Bus Furano "Lavender Course" เดินทางจาก Asahikawa ถึง Furano

เวลาทำการ : 09.00 น. – 17.00 น. (แต่ละช่วงฤดูกาลอาจจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย​)

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ฤดูร้อน

2. คามิโคจิ นากาโนะ (Kamikochi)

คามิโคจิก็เป็นอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายที่เรียกได้ว่ามาแรงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยสุดๆ สำหรับใครที่ชื่นชอบธรรมชาติ การปีนเขา ภูเขาและวิวสวยๆ ที่หาชมได้ยากในไทยล่ะก็ควรมาเยือนที่นี่สุดๆ! คามิโคจิเป็นอุทยานที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japan Alps) ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาปีนเขาหรือตั้งแคมป์กันที่นี่ในช่วงฤดูร้อนไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง

สำหรับฤดูกาลที่เราแนะนำมากที่สุดคือช่วงฤดูใบไม้ร่วงค่ะ เพราะเพื่อนๆ จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่บอกเลยว่าอลังการสุดๆ ใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมล่ะก็สามารถอ่านได้จากบล็อกเก่าของเรา Kamikochi...หากมาญี่ปุ่นต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต

วิธีการเดินทาง

  • รถบัสด่วนพิเศษ สายซาวายากะชินชู (Sawayaka Shinshu Express Bus) วิ่งตรงจากสถานีรถบัสชินจูกุ (Shinjuku Bus Terminal) ไปยังสถานีรถบัสคามิโคจิ (Kamikochi Bus Terminal)

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ตลอดทั้งปี


3. ลำธารโออิราเสะ อาโอโมริ (Oirase Keiryu)

สำหรับลำธารโออิราเสะตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริที่อยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในลำธารที่สวยมากที่สุดในญี่ปุ่น สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เหมาะสำหรับใครที่ชอบเดินป่าอย่างแท้จริงค่ะ เพราะนอกจากจะได้ชมความงามของลำธารแล้ว ที่นี่ยังมีน้ำตกอีกมากมายที่เพื่อนๆ เห็นแล้วจะต้องร้องว้าว! แม้ว่าลำธารโออิราเสะจะสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูกาลที่เหมาะสำหรับมาเยือนที่นี่มากที่สุดคือช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ทิวทัศน์ของแม่น้ำ น้ำตก และโขดหินที่มีใบไม้สีแดงและสีเหลืองปกคลุมเป็นภาพวิวธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจที่เพื่อนๆ จะไม่มีวันลืมเลยล่ะ

วิธีการเดินทาง

  • นั่งรถบัสให้บริการจากป้าย Towadako (Yasumiya) หรือ JR Aomori ไปยัง Hachinohe 

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง


4. น้ำตกริวสุ นิกโก้ (Ryuzu Waterfall)

ขยับมาสถานที่ใกล้เมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียวกันซักหน่อย หากพูดถึงจังหวัดโทชิงิแล้วหลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงนิกโก้คาดว่าหลายๆ คนต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน น้ำตกริวสุนั้นตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินิกโก้ที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ น้ำตกริวสุเองก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถแวะมาเยือนได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าเป็นในช่วงฤดูหนาว ที่นี่จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะทำให้ทางเดินกลายเป็นน้ำแข็ง หากไม่ได้เป็นคนในพื้นที่อาจทำให้การสัญจรค่อนข้างลำบาก ดังนั้นเราขอแนะนำให้แวะไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงมากกว่าค่ะ

วิธีการเดินทาง

  • จากสถานี JR Nikko หรือ Tobu Nikko นั่งรถบัส Tobu bus สายที่มุ่งหน้าไปยัง Yumoto Onsen ลงที่ป้าย Ryuzu no Taki

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ฤดูใบไม้ร่วง


5. เนินทรายทตโตริ ทตโตริ (Tottori Sand Dunes)

เปลี่ยนบรรยากาศจากภูเขาและป่าไม้ไปเป็นทะเลทรายกันบ้างดีกว่า เพื่อนๆ ทราบมั้ยคะว่าที่ญี่ปุ่นเองก็มีทะเลทรายเช่นเดียวกันนะ! โดยทะเลทรายที่ว่านั้นตั้งอยู่ในจังหวัดทตโตริซึ่งอยู่ทางภูมิภาคคันไซค่ะ นอกจากทะเลทรายเก๋ๆ แล้วที่นี่ยังมีอูฐให้เพื่อนๆ ได้ขี่ถ่ายรูป หรือกิจกรรมสนุกๆ อย่างสโนว์บอร์ดทรายให้ได้ลองเล่นอีกด้วยนะ ใครที่ชอบรูปสไตล์มินิมอลล่ะก็ไม่ควรพลาดที่นี่เลยค่ะ อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่ อยากเที่ยวทะเลทราย ไปแค่ญี่ปุ่นก็พอ!

วิธีการเดินทาง

  • ลงรถไฟสถานี Tottori จากนั้นขึ้นบัสที่ป้าย Tottorieki ไปลงที่ป้าย Kodomo no Kuniiriguchi จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 2-3 นาที 

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ตลอดทั้งปี


6. เกาะซะโดะ นีกาตะ (Sado Island)

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เหมาะสำหรับใครที่อยากเรียนรู้วิธีชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณค่ะ โดยไฮไลท์ของที่นี่คือเรือที่ใช้ข้ามฝั่งที่มีชื่อว่า "Taria Bune" เรืออ่างที่หากใครเคยดูอนิเมะเรื่อง Spirited Away คงคุ้นตาเป็นอย่างดี เพื่อนๆ จะมีโอกาสได้นั่งเรือไปชมธรรมชาติของเกาะ พร้อมกับรูปเจ๋งๆ กลับไปอวดเพื่อนในอินสตราแกรมอย่างแน่นอนค่ะ 

วิธีการเดินทาง

  • จากท่าเรือ Naoetsu โดยสารเรือเฟอรี่ด่วน Jetfoils ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที มาลงที่ท่าเรือ Ogi แล้วนั่งแท็กซี่อีกประมาณ 10 นาที

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ตลอดทั้งปี


7. ปราสาททาเคดะ เฮียวโกะ (Takeda Castle)

 สถานที่ท่องเที่ยวนี้เอาใจคนที่ชอบตื่นเช้าและชมทะเลหมอกค่ะ โดยปราสาทคาเดดะเนี่ยเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะ บนภูเขาที่มีความสูง 353 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ว่าปัจจุบันที่นี่จะเหลือแค่ซากปรักหักพังหรือฐานปราสาทให้ได้ชมก็ตาม แต่ต้องบอกเลยว่าทิวทัศน์ของทะเลหมอกที่ปกคลุมล้อมรอบปราสาททำให้เหมือนเพื่อนๆ ได้หลุดไปอยู่ในโลกของเทพนิยายเลยล่ะค่ะ ฤดูกาลที่สามารถเข้าชมปราสาทนี้ได้คือช่วงกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงธันวาคมเลยล่ะค่ะ

วิธีการเดินทาง

  • นั่งรถไฟ JR Bantan Line จากสถานี Himeji ลงที่สถานี Takeda จากนั้นเดินจากสถานีไปยังปราสาทใช้เวลาประมาณ 21 นาที

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็กไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ตลอดทั้งปี


8. ภูเขาไฟอะโซ คุมาโมโต้ (Mt. Aso)

เราลงไปดูทางฝั่งใต้อย่างภูมิภาคคิวชูกันบ้างดีกว่าค่ะ ภูเขาไฟอะโซนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดคุมาโมโต้ ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่หลับใหล ภูเขาไฟอะโซมีความสูง 1,592 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วย 5 ยอดเขาด้วยกัน แต่จะเหลือเพียงแค่ปล่องภูเขาไฟ Nakadeke เท่านั้นที่ยังคงครุกรุ่นไปด้วยอวยควันสีขาวอยู่ตลอดเวลา ที่นี่เป็นเส้นที่เหล่านักเดินป่าให้ความนิยมอย่างมากอีกด้วย 

เนื่องจากภูเขาไฟอะโซยังคงครุกรุ่นจึงเป็นสถานที่ที่เปิดให้เข้าชมบางช่วงฤดูกาล เพราะบางครั้งหากภูเขามีระดับก๊าซสูงขึ้น จะปิดไม่ให้เข้าเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดกับนักท่องเที่ยวได้ ใครที่ไม่เคยเห็นภูเขาไฟของจริงล่ะก็เราขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ! 

วิธีการเดินทาง

  • นั่งรถไฟ JR Hohi Main Line จากสถานี Oita จังหวัดโออิตะไปลงที่สถานี Aso จังหวัดคุมาโมโต้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วต่อรถบัส Sanko Bus Aso Volcano Line ไปลงที่ป้าย Mt. Aso West Station

ค่าเข้า : ไม่เสียค่าเข้า​

ฤดูกาลที่แนะนำ​ : ตลอดทั้งปี



เป็นอย่างไรบ้างคะ พอจะได้ไอเดียเพิ่มที่เที่ยวลงไปในแพลนของเพื่อนๆ กันรึยังเอ่ย นี่เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติบางส่วนที่เราแนะนำเพื่อนๆ เท่านั้น ประเทศญี่ปุ่นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติอีกมากมายที่รอให้เพื่อนๆ แวะไปเยือนอยู่นะ! สุดท้ายนี้หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากพูดคุยกับเราล่ะก็สามารถติดต่อไปได้ทางเพจด้านล่างนี้เลยค่ะ ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า~

ตอนนี้เราได้รับมอบหมายให้เป็นแอดมินดูแลเพจหนึ่งอยู่ ใครที่สนใจยังไงก็ฝากแวะเวียนเข้าไปกดไลค์กันด้วยนะคะ ทุก 1 ไลค์ของเพื่อนๆ มีค่ากับเราค่ะ :)

PAGE คุณชอบอะไรของญี่ปุ่น? : https://www.facebook.com/mooi.ipu

Instagram : https://www.instagram.com/katerumrsn/

ขอขอบคุณรูปภาพเพิ่มเติมจาก

  • https://www.houki-town.jp/p/15/2/2/5/
  • https://zekkeijapan.com/spot/index/278/
  • https://zekkeijapan.com/spot/index/74/
  • https://www.jnto.or.th/newsletter/nagano-kamikochi/
  • https://japanbyjapan.com/autumn/cat-autumn_foliage/166/
  • https://www.japanhoppers.com/en/kanto/nikko/kanko/637/
  • https://www.evaneos.com/experiences/500-search-for-gold-on-japan-s-sado-island/