l ชีวิตในญี่ปุ่น

“5 เรื่องที่ควรรู้” ก่อนมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น

“5 เรื่องที่ควรรู้” ก่อนมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น

By , วันจันทร์, 30 พฤศจิกายน 2563

          วันนี้เจ๊ศรีมาแนะนำ 5 เรื่องสำหรับคนที่กำลังเดินสายแดนปลาดิบ หรือคนที่กำลังตัดสินใจก้าวขาเข้ามาบนเส้นทางสายนี้ เจ๊จะบอกว่า "หนีไป๊ปปปปปปปปป…..........ลู๊กกกกกกก!!" อ่ะ เจ๊ล้อเล่น 5555 เอาจริงๆมันมีมากกว่า 5 เรื่อง แต่กลัวว่ามันจะยาวไปเดี๋ยวไม่มีคนอ่าน เลยยกมาแค่ 5 เรื่อง ที่เจอบ่อยๆ บางทีมันทำให้เบื่อ นอยส์ เพราะเรื่องพวกนี้แหละ

          ก่อนอื่นเจ๊ขอกราบแนบที่หว่างขา เอ้ย!! แนบที่อก สำหรับคุณผู้ชายที่เข้ามาอ่าน เรื่องนี้เน้นที่ผู้ชายญี่ปุ่น เน้นเรื่องผู้ชาย เพราะเจ๊ไม่ค่อยถนัดเรื่องของสาวๆญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ แต่จะมีเป็นบางบล็อกให้บ้างเป็นบางหัวข้อถ้านึกออก ไม่ว่ากันเนอะ  ชีวิตในญี่ปุ่น ส่วนตัวเจ๊มองว่า "เพราะเราไม่ชิน" เนื่องจากเราเกิดและโตที่ไทย ชินกับความเป็นไทย 

          พอวันหนึ่งต้องไปอยู่ในที่ต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างสังคม รวมถึงวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องภาษา จะพูดสื่อสารให้ได้เหมือนภาษาแม่ มันช่างเป็นเรื่องที่แสนจะท้าทาย ทำให้หลายๆคนมองว่าประเทศญี่ปุ่นน่าเที่ยวแต่ไม่น่าอยู่ รวมถึงเจ๊ด้วยในบางครั้ง บางอารมณ์ก็แบบประเทศญี่ปุ่นโคตะระน่าอยู่ แสนจะสุขสบาย ปลอดภัย ไร้กังวล เหมือนคนเป็นไบโพลาร์ยังไงไม่รู้ 5555 มาเข้าเรื่องของเรา

  • 1. ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ค่อยโรแมนติก (อีกแล้ว)

          รับได้มั้ย ถ้าเขาไม่เหมือนเดิม อาจจะเหมือนเดิมแต่มันจะไม่เหมือนตอนแฟนกันใหม่ๆ ช่วงเป็นแฟนกัน คือช่วงโปรทอง ช่วงเซลล์พร้อมส่งฟรี เป็นโปร 11.11 มีแค่ครั้งเดียว หมดแล้วหมดเลย ไม่จัดโปรซ้ำ ยกเว้นไปจัดกับคนใหม่โปรเว้นโปร ถ้าหนุ่มๆที่กำลังคบอยู่เขาหวานนนนน….แบบถ้าเป็นเบาหวาน ก็หวานจนเบาหวานขึ้นตาอ่ะ รีบเก็บเกี่ยวความทรงจำนี้ไว้ เพราะหลังจากที่แต่งงานไปแล้ว สาวๆจะไม่ได้เจอโปรแบบนี้แน่นอน 

          ถ้าคนที่คุยหรือคบด้วยเขาไม่ใช่คนหวาน หรือช่างเอาอกเอาใจ หลังแต่งงานเขาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม (หรืออาจจะเงียบกว่าเดิม) พอแต่งไปแล้วมันเหมือนถูกแบ่งหน้าที่อัตโนมัติและชัดเจน ผู้ชายมีหน้าที่ทำงาน บางคนทำแค่งานจริงๆนะ อย่างอื่นไม่แตะเลย ผู้หญิงดูแลเรื่องบ้าน เรื่องลูก เกี่ยวกับลูกทุกๆอย่าง ถึงแม้ว่าตัวเราเองจะทำงานเหมือนกัน แต่หน้าที่พวกนี้เรายังต้องทำเหมือนเดิม ส่งข้อความหากันเฉพาะเรื่องที่จำเป็น มันจะวนเป็นเหมือนวัฏจักรจนมาถึงจุดอิ่มตัว พอมาถึงจุดนี้บางคนอาจเลิกลากันไปก็มี 

          บางคนอาจอยู่ด้วยกัน เพราะเรื่องลูกก็มี แต่ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาหมดความเสน่ห์หากันแล้ว และเหตุผลอื่นๆ ความรักมันมีวันหมดอายุ ถ้าไม่หมั่นเติมความหวานให้กันเรื่อยๆ ความโรแมนติกขึ้นอยู่กับคนมอง การที่สามีทำงานหนักเพื่อครอบครัว มันก็เป็นความโรแมนติกได้ โหวววว...."สามีเราโรแมนติกจัง ทำงานหามรุ่นหามค่ำเพื่อครอบครัว จะหาใครเสียสละเพื่อครอบครัวได้ขนาดนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว" พร้อมเสิร์ฟชาร้อนๆอาหารอร่อยๆ ตามด้วยของหวานกรุบกริบ ชีวิตก็แฮปปี้แล้วค่ะ แต่ถ้าหวังความโรแมนติก เช่น กุหลาบช่อโตพร้อมการ์ดสุดซึ้ง หรือจุดเทียนเป็นรูปหัวใจเปิดเพลงรักคลอเบาๆ มองตากันซึ้งๆใต้แสงเทียน มีกันแค่ 2 คน

"เพียงอยู่ในวงแขนคุณ...อบอุ่นในหัวใจ

เพียงได้เดินเคียงข้างคุณดั่งมีพรมละมุน

ทอดพาดวงใจเราไปยังนภา...ฟ้าที่แสนไกล

ที่ไม่มีใครเคยก้าวลํ้าข้ามผ่านพ้นไป

เก็บดวงดาวที่ลอยเกลื่อนฟ้า

จับมาเรียงร้อยเป็นมาลัย....คล้องใจ"

เพลงเพียงแค่ใจเรารัก ของคุณวิยะดา เข้ากับบรรยากาศแบบนี้ที่สุด เจ๊เองก็อยากได้แบบนี้นะ แต่ในชีวิตจริงมัน "ยากมาก"

  • 2. ดื่ม สังสรรค์บ่อย

          ปัจจุบันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มไม่ชอบการดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน (โดยเฉพาะกับหัวหน้า) หรืองานเลี้ยงของบริษัท แต่ธรรมเนียมนี้ยังคงมีอยู่ มาดูว่าคนที่เรากำลังคบอยู่ เขาเป็นสายดื่มมั้ย แรกๆเราอาจจะโอเคเขาดื่ม เราก็สายดื่ม ไม่มีปัญหา แต่ในชีวิตจริง  การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แล้วสามีต้องไปดื่มและกลับบ้านดึกเกือบทุกวัน บางคนไม่กลับดึกแต่กลับเช้าเลยจ้าาาา….....

          ปล่อยเราต้องอยู่บ้านคนเดียว ท่ามกลางอากาศหนาวจับใจ ยิ่งถ้าไม่ค่อยมีเพื่อน หรือเจอกันได้ไม่บ่อย คนที่ชอบเฮฮา สังสรรค์ยิ่งเหงาเข้าไปอีก ยังมาคอยนั่งระแวง นั่งจับผิดว่าสามีพ่อทูลหัวจะดื่มกับสาวๆที่บาร์มั้ย เจ๊บอกเลย "มันไม่สนุกสักนิด" ดูว่าเขาชอบดื่มที่บ้าน หรือต้องออกไปดื่มนอกบ้าน บางคนอยู่บ้านแล้วหงุดหงิด จะไปไหนไม่รู้ แต่ขอออกจากบ้านไว้ก่อน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุด โดยเฉพาะศุกร์ เสาร์ก่อนโควิด ร้านเหล้า ร้านอาหาร คนเยอะมากกกก แทบจะพากันคลานออกจากร้าน 

          สถานีรถไฟคือบ้านหลังที่ 2 โทรศัพท์ กระเป๋าตังค์หล่น ไม่รู้ตัวและ I don't care เอาจับยัดใส่มือยังทำหน้างงๆ เขาคงคิด "เอามาให้ทำไมวะ" ทั้งเงิน ทั้งบัตรเครดิต บัตรสำคัญๆ หายมาแต่ละทีต้องเสียเวลาทำเรื่องใหม่ คนเมาอ่ะเนอะ เวลานั้นเขาไม่สนอะไรหรอก บางทีมองด้วยความห่วงๆ ถ้าเจอคนแอบหยิบไปก็ไม่รู้ตัวอ่ะ เพราะหลายๆคนน่าจะมีครอบครัวแล้ว ครอบครัวเขาจะอยู่กันยังไงน้อ เจ๊ไม่ใช่สายดื่ม ส่วนในกลุ่มก็ไม่มีใครดื่ม แต่ชอบไปกินข้าวกับเพื่อนๆญี่ปุ่น กินไปเมาส์ไป มันเพลินจริงๆ ร้านไม่ปิดไม่กลับอ่ะ ลืมหน้าลูกหน้าผัวไปเลย เจ๊ได้แต่บอกพักก่อนนนน......

  • 3. เรื่องเงินๆทองๆ

          เรื่องการใช้เงิน อันนี้เรื่องใหญ่ถึงใหญ่มาก ปัญหาครอบครัวเกิดจากเรื่องนี้เยอะ แต่เจ๊จะไม่พูดถึงคนที่ฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว และสามีพร้อมเปย์ เพราะมีเป็นส่วนน้อย แต่จะขอพูดถึงคนทั่วไปฐานะปานกลาง ต้องทำงานเพื่อดำรงชีพ ตอนอยู่ไทยเปย์เก่ง!! ตามใจเก่ง รูดเก่ง!! แต่พอย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นทำไมเปย์น้อยถึงไม่เปย์เลย?? แถมให้ไปหางานทำช่วยกันอีกแรง 

          สังเกตมั้ยเวลาที่คนไทยกลับมาจากต่างประเทศหรือเมืองนอก ทำไมเขาแบบดูรวยจัง เวลาเขาจับจ่ายใช้สอย หู้ยยยย…ใช้เงินเหมือนผลิตเองได้ ไปอยู่เมืองนอกชีวิตดี๊ดีย์ น้องอยากมีผัวญี่ปุ่นนนน...…จะมีสักกี่คนที่เขาเล่าเบื้องหลังให้ฟัง บางทีเล่าเรื่องจริงให้กับบางคนฟังเขายังไม่เชื่อเลย!! แต่เจ๊จะเอาเรื่องจริงมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง 

          อันดับแรก ทำงานที่ญี่ปุ่น (แบบถูกกฎหมาย) กรณีที่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ น้ำไฟไม่ต้องเสีย (สามีจ่าย) หักค่าภาษีโน่นนั่นนี่ ภาระทางบ้านไม่มี ทำงานเต็มๆสัก 2-3 เดือน ก็สามารถกลับไทยได้ทุก 3 เดือนเลยนะ กลับไทยแต่ละทีเหมือนราศีแพรวพราวระยิบระยับ กินข้าวกะเพราที่ญี่ปุ่น จานละเกือบ 300 บาท กินที่ไทยจานละ 50 บาท อยากสั่งจุกๆ เซ็ตอีสานแซ่บๆจัดมา!! ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ลาบหมู คอหมูย่าง หมูแดดเดียว เกาเหลาเนื้อ ต้มแซ่บ แกงอ่อม รวมเครื่องดื่มซอฟดริ้ง เจ๊ต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท

         ที่ญี่ปุ่น 1 มื้อ สำหรับ 2 คน แต่บ้านเราคือจ่ายไม่กี่ร้อยบาท เห็นความต่างมั้ยคะ?? แล้วอยู่ญี่ปุ่นจะกินแบบนี้ทุกวัน ทุกมื้อม่ายยยด้ายยย….เพราะมันแพง!! ยกเว้นแต่ทำกินเอง (แต่ก็แอบแพงอยู่ดี) ฝีมือไม่ได้ก็อดอีก แต่สำหรับคนที่ภาระเยอะ ต้องส่งทางบ้าน ต้องช่วยสามีทางนี้ ทำให้การเงินไม่เอื้ออำนวย อาจจะกลับได้ปีละครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินเก็บที่เตรียมไว้ใช้จ่ายที่ไทย ทำงานเก็บมาทั้งปี ประหยัดอดออม 

          เราก็อยากจะใช้เงินบ้าง เที่ยวให้คุ้ม กินเอาให้หายอยาก ใช้เงินเหมือนโกรธกันมาหลายชาติ มันเหมือนเป็นการปลดปล่อย ได้ผ่อนคลาย เรียกให้ดูดี เป็นการชาร์จพลังก่อนกลับมาทำงานหลังขดหลังแข็งเหมือนเดิม คนส่วนใหญ่จึงเห็นเฉพาะช่วงเวลานั้น แต่จะไม่เห็นช่วงที่เขาต้องทำงานหนัก ชีวิตหลังแต่งงานจึงต้องช่วยกันประหยัด จะใช้จ่ายจะเปย์จัดหนักเหมือนตอนอยู่ที่ไทยไม่ได้ เพราะค่าครองชีพมันต่างกันมาก ไม่อยากให้คาดหวังและวาดฝัน ต่างคนต่างช่วยกัน เดี๋ยวชีวิตมันก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง

4. ต้องเข้าใจตัวตนของเขา


          การที่เราจะเข้าใจตัวตนของใครสักคนจริงๆมันเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะกับคนญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ แต่เป็นเรื่องที่สามารถสังเกตและเรียนรู้กันได้ ผู้ชายญี่ปุ่นมีหลายแบบ มีหลายประเภทบางคนให้ความสำคัญกับตัวเอง บางคนให้ความสำคัญกับความรัก บางคนให้ความสำคัญกับครอบครัวบางคนให้ความสำคัญกับเพื่อน อะไรที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก สิ่งอื่นจะเป็นรองทันที 

          เช่น ถ้าเขาให้ความสำคัญกับตัวเอง เขาจะจดจ่อและทำในสิ่งที่เขาชอบ เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง รีแล็กซ์นอนเฉยๆให้เวลากับตัวเอง ฉันเรียน ฉันทำงานหนักมากแล้ว พอถึงวันหยุดก็อยากที่จะให้เวลากับตัวเองได้พักผ่อน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเขาให้เวลากับตัวเองพอแล้ว เขาถึงจะแบ่งเวลาที่เหลือให้คนอื่น ซึ่งถ้าเจอคนประเภทนี้ พอถึงช่วงวันหยุดของเขา แล้วเราไปเรียกร้องอยากที่จะอยู่ด้วยกัน ไปเที่ยว ใช้เวลาร่วมกัน อาจจะถูกเมินเฉยหรือโดนปฏิเสธได้

          หนักหน่อยก็อาจทะเลาะกัน เจ๊แนะนำให้ลองถามแพลนวันหยุดว่าเขาอยากทำอะไร หรืออยากไปไหนมั้ย อยากจะทำอะไรร่วมกันหรือเปล่า แบบไม่บังคับเขา ย้ำไม่บังคับให้เขามีช้อยเลือก ไปไม่ไปก็ได้นะเธอออ... เราไม่ซีเรียสสส เขาจะได้ไม่รู้สึกกดดัน ที่เราคาดหวังจะให้เขาทำโน่น ทำนี่ให้

          แต่ถ้าเจอคนประเภทให้ความสำคัญกับคนรัก เจ๊บอกเลยมันเป็นทุกข์อีกแบบหนึ่งตาโต มือทาบอก OMG!! คนแบบนี้ก็มี!! เจ๊เล่าไว้บล็อกหน้า แซ่บ!! แน่นอน!!! 5555 ดูให้ออกคนของเราเป็นแบบไหน แล้วค่อยๆปรับเข้าหาและเรียนรู้กันไปนะจ๊ะ

5. เรื่องอาหาร


          ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใช่มั้ย แล้วอาหารไทยเป็นที่ยอมรับของคนญี่ปุ่น ร้านอาหารไทยมีเยอะแยะ หรือแม้แต่ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่นยังสามารถหาซื้ออาหารไทยและเครื่องปรุงไทยได้ บริษัทผลิตอาหารของญี่ปุ่นหลายๆบริษัท ต่างแข่งกันออกผลิตภัณฑ์ อาหารไทย ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวานกระป๋อง ผัดกะเพรากระป๋อง มาม่ารสต้มยำกุ้ง รสแกงเขียวหวาน เยอะแยะมากมาย แล้วขายดีด้วยนะ มันสื่อให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นยอมรับอาหารไทยมากๆ 

          แต่!!!!คุณขาาาาาา!!! มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบ บางคนไม่กินอาหารไทยเลย ไม่แตะ ไม่ชิม ไม่เอา คุณอยากกิน กินไป แต่ถ้าคุณทำให้ผมต้องเป็นอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น อันนี้เจ๊เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะเจ๊ก็แทบไม่แตะอาหารญี่ปุ่น ไม่ลอง ไม่เอาเหมือนกัน คนมันไม่ชอบก็ไม่ชอบอ่ะเนอะ ไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับ รสนิยม ความชอบมันไม่เหมือนกัน อยู่แดนปลาดิบแต่กินปลาแดก คุยกันให้เคลียร์นะ 

          เรื่องปลาร้า เรื่องปลาแดก (ไม่ใช่คำหยาบคาย) ทะเลาะกันเกือบบ้านแตกก็เคยมาแล้ว เราหอมมมม...แต่เขาเหม็นนนนน!!! เธออออ...แสดงว่าเรา 2 คน ยังไม่ติดโควิทหรอก เพราะกลิ่นสัมผัสยังดีทั้งคู่ 5555 ถ้าจะกินต้องกินตอนเขาไม่อยู่ เนี๊ยยยย...เจ๊เอาเรื่องจริงมาเล่าให้ฟัง เรื่องกินเหมือนจะไม่เป็นปัญหา แต่ก็เป็น พอมันมีขึ้นมาก็หาทางออกร่วมกัน จะออกแบบไหนว่ากันไป



          เจ๊เบรกไว้ก่อนนะคะ แฟนน้อง สามีน้องไม่เห็นจะเหมือนที่เจ๊บอกอ่ะ // อ่ะจ๊ะ ยินดีด้วย ใครที่แฟนหรือสามีไม่ได้เป็นแบบที่เขียนไว้ ก็ไม่ต้องต๊กกะใจไปว่าจะได้ญี่ปุ่นปลอม ประเทศญี่ปุ่นมีประชากร 127 กว่าล้านคน หลากหลายนิสัยจ้ะ อันนี้เขียนจากประสบการณ์จากตัวเจ๊เองและคนรอบตัวที่เคยเจอเด้อ ถ้าคิดจะเดินทางสายนี้ อยากให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทัศนคติบวก ญี่ปุ่นกับไทย มันคนละประเทศ แน่นอนทุกอย่างมันต่างกันอยู่แล้ว 

          ทั้งภาษา วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ไม่ว่าไทยหรือญี่ปุ่นต่างมีปัญหาภายในประเทศของตัวเอง ต่างมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน อยากให้เปิดใจกว้างๆ ไม่ว่าจะเจอคนดีหรือคนไม่ดี คนทั้ง 2 แบบสามารถเป็นครูเราได้ เจอคนไม่ดี เห็นแก่ตัว เราจะไม่ทำแบบนั้น เจอคนดีมีน้ำใจ เราจะเอาเขาเป็นตัวอย่างแล้วทำตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมันผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป รวมทั้งความสุขและความทุกข์ ปล่อยมันไปทุกอย่าง แล้วใจเราจะสงบ พอใจมันสงบเราจะอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้



รัก

เจ๊ศรีสีทนได้ 



ขอบคุณภาพจาก

Photo credit: 

https://diamond.jp/articles/-/152917

https://ure.pia.co.jp/articles/-/147875

https://howcollect.jp/article/9994

https://woman.mynavi.jp/article/160819-15/

http://thehoneycombers.com/