7

​เชื่อว่าหลายๆคนเคยได้ยินคำนี้ "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" วันนี้เจ๊ศรีหยิบเรื่องราวในญี่ปุ่น ที่เคยฟังๆกันมา แต่มีความจริงอีกด้านที่ไม่เหมือนกับที่ได้ยินคนอื่นเขาเล่ามา และเรื่องราววัฒนธรรมธรรมเนียมปฏิบัติของคนญี่ปุ่น เพื่อคลายเครียดจากโควิท (เอ๊ะ! หรือจะเครียดกว่าเดิม 555) 

เรื่องของเจ๊อาจจะเป็นเรื่องไม่แปลก หลายคนอาจจะรู้แล้ว หรือเป็นเรื่องธรรมดาของหลายๆคน แต่สำหรับเจ๊มันได้เปิดประสบการณ์มุมอื่น ในสิ่งที่เจ๊ไม่รู้และเซอร์ไพรสสสส์!!!…. (ในตอนนั้น) โอเคนะ หลังจากย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่น อะไรที่เคยได้ยินได้ฟังมาตรงบ้างไม่ตรงบ้าง มาเจ๊จะฝอยให้อ่าน

1. ไม่ได้รักษาเวลาทุกคน

อย่างที่ทุกคนรับรู้ตอนอยู่เมืองไทยเหมือนเจ๊ที่รับรู้ว่าคนญี่ปุ่นตรงเวลา รักษาเวลายิ่งชีพถ้าเกี่ยวกับเรื่องงานถึงไหนถึงกัน!! แต่ความเป็นจริงนั้น…. ไม่ใช่ทุกคนที่จะรักษาเวลาหรือให้ความสำคัญกับงาน โอ้มายก๊อด!!!

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ๊ย้ายมาใหม่ๆ แล้วทำงานเป็นกะ หัวหน้าขอให้เข้างานช่วงดึก ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเช้า ซึ่งมีกันหลายคนที่เข้าเวลาเดียวกันและบางคน อีก 30 นาที จะเลิกงานเพิ่งจะมาทำงานก็มี เฮ้ย!!! ทำแค่ 30 นาทีนี่นะ แล้วก็กลับเวลาเลิกปกติ หัวหน้าถามเหตุผล ก็ได้รับคำตอบว่า "ตื่นสาย" 

หัวหน้าโมโหจนไม่รู้จะโมโหยังไง เพราะเป็นบ่อยมาก จะด่าแรงๆก็ไม่ได้ ได้แต่ลุ้นเอาจะมาหรือไม่มา มาสายหรือไม่สาย บางทีเคยนัดส่วนตัว ไปเที่ยว ทำกิจกรรม โน่น นั่น นี่ "เอ้อ อ่อ….เนี่ยขึ้นรถแล้วเนี่ย เดี๋ยวเจอกัน" ความจริงคือเพิ่งตื่นนนนน….

นัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น ก็มีเช่นกัน เจ๊เจอมาละ!!! แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยนะ เพราะยังไงในสังคมส่วนใหญ่ คนญี่ปุ่นก็ยังให้ความสำคัญกับเวลาเป็นอันดับแรกๆ ถ้าเขามาตามเวลาที่นัดหมายไว้ไม่ได้ เช่น เกิดอุบัติเหตุ หรือมีเหตุสุดวิสัยระหว่างทาง เขาก็จะโทรหรือไลน์มาแจ้งว่าทำไมถึงไปสายนั่นเอง

2. ร้านอาหารมีเวลาเปิด-พัก-เปิด-ปิด

 ตอนมาญี่ปุ่นครั้งแรกๆเจ๊ไม่รู้ว่าที่ญี่ปุ่นร้านอาหารมันจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือช่วง Lunch กับ Dinner คือเห็นไฟเปิดร้านเปิดก็นึกว่าขายตลอดเหมือนบ้านเรา เดินเข้าไปดุ่มๆเตรียมจะนั่ง พนักงานเดินมาบอก "Last order แล้วนะคะ" หืมมมม??? ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วถามออกไป "เพิ่งจะบ่าย 2 ครึ่งกว่าๆเอง ทำไม Last order แล้วล่ะคะ??

ปรากฎว่าพนักงานยิ้มแบบเหนื่อยๆก่อนตอบว่า "ค่ะ!! Last order บ่าย 2 ครึ่ง ร้านปิดบ่าย 3 รบกวนลูกค้ามาใหม่ช่วง Dinner ร้านเปิด 6 โมงเย็นนะคะ" ฮ่าๆๆๆ ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ!!

คือเจ๊คงชินตอนกินข้าวแกงกับอาหารตามสั่งหน้าปากซอยร้านป้าที่เมืองไทยนั่นล่ะค่ะ แล้วก็อีกอย่างราคาอาหารช่วง Lunch กับ Dinner ไม่เท่ากันนะคะ (บ้านเรามักจะราคาเดียวตลอดวัน) คือ Dinner จะขายแพงกว่า lunch นั่นเป็นประสบการณ์แรก จากนั้นก่อนจะเข้าไปทานอาหารก็เช็คหน้าร้านนิดหนึ่ง จะได้ไม่เด๋อแบบเจ๊ เปิด-ปิดกี่โมง (แต่ละร้านเปิด-ปิดไม่เท่ากัน) เพราะถ้าไปใกล้ช่วง Last order จะต้องรีบกินเพราะจะร้านปิดช่วงเบรกกลางวันค่ะ

3. ไม่มีถังขยะ

เรื่องนี้เซอร์ไพรส์สุดๆ จะทิ้งอะไรมองหาที่ทิ้งขยะแต่ไม่มี ไม่มีเลยเจ้าค่ะ!! โอ้มายก๊อด!!!  ไม่มีถังขยะตามที่สาธารณะแต่ทำไมบ้านเมืองเขาสะอาดเยี่ยงนี้… ที่เราได้ยินบ่อยๆนั่นแหละ ที่ญี่ปุ่นจะทิ้งขยะต้องเก็บเอาไปทิ้งที่บ้านหรือที่โรงแรม แต่ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เช่นแบบแก้วกาแฟมันเลอะ เละเทะไปหมด ไม่สะดวกหอบกลับเลยแม่ 

ถ้าไปที่ร้านสะดวกซื้อ เขาจะมีถังขยะอยู่ในร้าน ขออนุญาตพนักงานในร้านขอทิ้งขยะหน่อยนะ พลีสสสส… เขาก็ใจดีให้ทิ้งอยู่นะ แต่ขอเป็นกรณีที่สุดวิสัยจริงๆเนอะ เพราะร้านสะดวกซื้อไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ ถึงเขาจะมีถังขยะให้ก็ตาม เพราะเขาเอาไว้อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แนวๆทิ้งใบเสร็จ ทิ้งเศษพลาสติกเล็กๆน้อยๆ เท่านั้นเอง

4. ให้ของแล้วอีกฝ่ายต้องให้คืน

การเป็นคนมีน้ำใจเป็นเรื่องดี ตามสไตล์คนไทยเราอะเนอะ มีอะไรเรามักจะแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หญิงไทยน้ำใจงาม ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ นอกจากมิตรภาพที่ดีต่อกัน (เหรออออ??)  การให้อะไรกับคนญี่ปุ่นเซอร์ไพรส์เจ๊มาก เพราะพอเราให้เขาไปแล้วเขาจะหาโอกาสให้ของเราคืน และของที่ให้คืนนั้นมูลค่าจะสูงกว่าที่เราให้เขา เช่น เราแบ่งน้ำผลไม้ให้ 1 กล่อง วันต่อมาเขาเอาคืนเรา 1 แพค อะไรประมาณนี้ ยิ่งเราให้ของมูลค่าสูงกับเขา อีกฝ่ายก็จะยิ่งลำบากใจเพราะของที่เขาจะให้เราคืนนั้นต้องสู๊งงงงกว่า 

แต่ถ้าเป็นเรื่องเงินในวาระสำคัญ เช่นงานแต่ง ส่วนใหญ่จะคืนเท่าที่เราให้เขานะ ใส่ซองไป 30,000 เยน วันแต่งงานของเรา (ถ้ามีโอกาสได้แต่ง) เขาก็จะใส่ซองกลับมา 30,000 เยนเช่นกัน อยากบอกว่าจะให้อะไรกับคนญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นเจตนาดีก็ตาม เราต้องคำนึงถึงอีกฝ่ายด้วยว่าเขาอยากได้ไหม? จำเป็นไหม? เพราะจากเจตนาดีอาจกลายเป็นสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่ายแทนก็เป็นได้

5. พูดอ้อมไปไกล

เป็นสิ่งเดียวที่เจ๊ยังไม่เข้าใจและยังทำไม่ได้ ทำไมคนญี่ปุ่นหลายๆคนไม่สามารถพูดอะไรได้ตามความรู้สึกตัวเอง อาจารย์ญี่ปุ่นเจ๊บอกว่า "คนญี่ปุ่นไม่ชอบให้พูดอะไรตรงๆ จะพูดอะไรต้องอ้อมๆไว้" เวลาด่าก็ด่าอ้อมๆ ด่าแบบผู้ดี ด่าเป็นภาษาดอกไม้ เจ๊บอกเลยถ้าไม่ด่าตรงๆ เจ๊ไม่รู้สึกอะไรอ่ะ 5555 หรืออย่างมีคนทำขนมให้ชิม ต่อให้หวานแสนหวานหรือรสชาดแทบกลืนไม่ลง ก็ต้องบอก "โออิชิ" คนทำก็ต้องไปตีความหมายเอาเอง มันโออิชิจริงหรือเปล่าวะ?? หรือแค่แกล้งชม 

เอ๊ะ!! หรือมันจะอร่อยจริงๆ เนี่ย…เห็นมะ?? เราก็ไม่รู้ความจริง ต้องมานั่งคิดมาก นั่งตีความหมายเอง คนญี่ปุ่นเขาทำอะไร พูดอะไรมักจะรักษาและถนอมน้ำใจอีกฝ่าย พูดในเชิงบวก และจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัว ถ้าเราไม่สะดวกที่จะพูด แต่ถ้ามองกลับกันมันก็เป็นข้อดีนะ ดีกว่าเจอกันแล้วแบบ "ไปทำอะไรมาถึงอ้วนขึ้น หน้าตาหมองคล้ำ เหมือนคนโดนของ มีแฟนแล้วเมื่อไหร่จะแต่งงาน แฟนทำงานอะไร เงินเดือนสูงไหม เขาให้ใช้เดือนเท่าไหร่" เอิ่มมมม.....เจ๊ว่าพูดอ้อมๆก็ดีอีกแบบเนอะ

6. คนญี่ปุ่นไม่ได้บ้างานทุกคน

เชื่อว่าหลายคนพอนึกถึงคนญี่ปุ่นจะนึกถึงเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ ว่าคนญี่ปุ่นบ้างาน ทำงานกลับบ้านดึกๆดื่นๆ ความเป็นจริงมันก็เป็นแบบนั้นแหละ...แต่ไม่ทั้งหมดและก็ไม่ใช่ทุกคนที่บ้างาน คนญี่ปุ่นที่ออกแนวเบื่องาน ไม่อยากไปทำงานก็มีเยอะแยะไป แต่ด้วยภาระและหน้าที่เลยต้องทำ พอเช้าวันจันทร์อารมณ์เหมือนคนทำงานทั่วไปแหละ ไม่อยากไปทำงาน อยากนอนใต้ผ้าห่มอุ่นๆ (หน้าหนาว)

อยากพัก อยากให้วันหยุดยาวนานกว่านี้ แล้วผู้หญิงญี่ปุ่นรอบตัวเจ๊กว่า 90% เลยที่ไม่อยากทำงาน อยากเป็นแม่บ้าน ดูแลลูก-สามี บ้าน ดูแลครอบครัว ให้สามีทำงานคนเดียว แต่ที่ต้องออกมาทำ เพราะบางครอบครัวรายรับไม่พอกับรายจ่าย บางคนก็อยากมีเงินซื้อของที่ตัวเองอยากได้ โดยไม่รบกวนเงินสามี ผู้หญิงถ้าแต่งงานแล้วจะทำงาน Part time ซะะส่วนใหญ่ ทำวันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะจะได้มีเวลาดูแลครอบครัว และเกี่ยวกับเรื่องภาษีด้วย...แต่ถ้าพูดเรื่องภาษีเดี๋ยวจะยาว เอาแค่นี้พอก่อน 5555


7. ไม่รับทิป

ที่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะคุณสุดแสนประทับใจการบริการขนาดไหนแต่ที่ญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมการให้ทิป ถึงให้เขาๆก็จะปฎิเสธที่จะรับอยู่ดีเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ หลายคนได้ยินมาอย่างนั้น ใช่ไหม??? แต่ แต่ แต่!! มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบางร้าน (อาหาร) หรือบางสถานที่เขาจะมีเป็นกล่องใส่ทิป (Tip box) วางตรงที่จ่ายเงินให้เราหยอดเงินใส่กล่องในกรณีที่เราอยากจะทิปให้จริงๆ ส่วนใหญ่เงินตรงนั้นก็จะเป็นของร้านอ่ะนะ พนักงานไม่เกี่ยว 5555

ช่วงที่เจ๊ทำงานพาร์ทไทม์เป็นเด็กเสริฟ์ร้านอาหาร ได้รับทิปจากลูกค้าญี่ปุ่นบ่อยมาก บางคนนี่ให้ยันกุ๊กในครัว หู๊ยยยยย เปย์หนัก ถึงเขาจะให้ส่วนตัวกับเรา แต่ความรู้สึกมันแบบ "มันก็เป็นหน้าที่เราอยู่แล้วป่ะว่ะ" เวลาที่ได้ทิปจากลูกค้า เจ๊ก็จะเอาไปหยอดใส่ใน Tip box ให้เป็นทิปของร้านไป ถ้าประทับใจการบริการจริงๆจนอยากทิปหนักๆ แนะนำเป็นฝากโน๊ตหรือจดหมายชม แค่นี้พนักงานที่ให้บริการก็สุดแสนจะดีใจและมีกำลังใจทำงานสุดๆแล้วล่ะค่ะ หรือสมัยนี้ก็เป็นการไปเขียนรีวิวให้ร้านให้ดาวหรือคะแนนเยอะๆก็จะเป็นผลดีกับทางร้านด้วย

​นี่ก็เป็น 7 เรื่องที่เจ๊ประสบพบเจอตอนย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นช่วงแรกๆ แรกๆก็จะงงๆ ไม่เห็นเป็นเหมือนที่เขาเล่ามาเลย ว้าาา.... แต่พอปรับตัวและเรียนรู้ไปได้สักพัก ก็จะค่อยๆชินและกลายเป็นเรื่องปกติไป ทำให้การอยู่และใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมีเรื่องให้ตื่นเต้นและน่าสนใจ ทำให้อยากเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ใครเจออะไรยังไงบ้างที่ญี่ปุ่น เอามาคอมเมนท์ได้ในเพจ  I love Japan ได้นะ

เจ๊ไปละ ดูแลตัวเองกันดี อย่าลืม social Distancing กันด้วย

รัก 

เจ๊ศรี  สีทนได้